ตอบ 4
เพราะ ห่วงโซ่อาหาร (Food Chain)
หมายถึง ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในเรื่องของการกินต่อกันเป็นทอด ๆ จาก ผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ทำให้มีการถ่ายทอดพลังงานในอาหารต่อเนื่องเป็นลำดับจากการกินต่อกัน ที่มา : http://www.thaigoodview.com/node/16425
ตอบ 3
เพราะ การสังเคราะห์ด้วยแสง (อังกฤษ: photosynthesis) เป็นกระบวนการทางชีวเคมีที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้พืช,สาหร่าย และแบคทีเรียบางชนิดได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์มาปรุงอาหารได้ จะว่าไปแล้ว สิ่งมีชีวิตแทบทั้งหมดล้วนอาศัยพลังงานที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเพื่อความเติบโตของตน ทั้งทางตรงและทางอ้อม นับเป็นความสำคัญยิ่งยวดสำหรับสิ่งมีชีวิตในโลก นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการผลิตออกซิเจน ซึ่งมีเป็นองค์ประกอบในสัดส่วนที่มากของบรรยากาศโลกด้วย สิ่งมีชีวิตที่สร้างพลังงานจากกระบวนการสังเคราะห์แสงได้ เรียกว่า "phototrophs"
สมการเคมีในการสังเคราะห์ด้วยแสง
สรุปสมการเคมีในการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชสีเขียวเป็นดังนี้ :
- nCO2 + 2nH2O + พลังงานแสง → (CH2O)n + nO2 + nH2O
- 6CO2 + 12H2O + พลังงานแสง → C6H12O6 + 6O2 + 6H2O
- ปฏิกิริยาที่ต้องใช้แสง คือปฏิกิริยาโฟโตฟอสโฟรีเลชั่น
- ปฏิกิริยาการตรึงคาร์บอน เป็นขั้นตอนที่มีการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคส โดยใช้คาร์บอนจากคาร์บอนไดออกไซด์ และใช้พลังงานจาก ATP และ NADPH + H+ ในสภาวะที่ไม่มีแสงเมื่อปฏิกิริยาฟอสโฟรีเลชั่นหยุด ปฏิกิริยาการตรึงคาร์บอนจะหยุดไปด้วย
ตอบ 2
เพราะ
การทำลายโอโซนในบรรยากาศ
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์สังเกตพบว่าชั้นโอโซนในบรรยากาศที่ปกคลุมโลกมีความหนาลดลงไปมากการทำลายโอโซน (ozone depletion) ในบรรยากาศกำลังขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ในบางบริเวร เช่น เหนือทวีปแอนตาร์กติกา พบว่าชั้นโอโซนในบรรยากาศมีความบางกว่าชั้นโอโซนบริเวณอื่นๆอย่างมาก ดังภาพ 1.29
ภาพ 1.29 รอยรั่วของโอโซนในบรรยากาศเหนือทวีปแอนตาร์กติกา
นักวิทยาสาสตร์พบว่าสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) เป็นสาเหตุสำคัญของการทำลายโอโซนจึงมีความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาการทำลายโอโซน โดยลดการใช้ CFCs ในบรรจุภัณฑ์แบบฉีดพ่น และเลิกใช้ CFCs เป็นสารทำความเย็นในผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ
นักเรียนจะมีส่วนช่วยในการลดปริมาณการใช้สาร CFCs ได้อย่างไร
เมื่อวิเคราะห์ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก จะพบว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมมีสาเหตุมาจากกิจกรรมของประชากรมนุษย์แต่ละคน ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงควรเริ่มจากระดับบุคคลไปสู่การสร้างความร่วมมือในระดับที่สูงขึ้นรวมทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโลก และวัฏจักรของสารต่างๆ ที่หมุนเวียนบนโลกที่สัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การวางแผนอย่างรอบคอบรู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ได้ประโยชน์สูงสุดและสร้างความร่วมมือในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม
ที่มา : http://km.vcharkarn.com/other/mo6/38-2010-06-22-08-36-59
ตอบ 4
เพราะ ไวรัส เป็นศัพท์จากภาษาลาตินแปลว่า พิษ ในตำราชีววิทยาเก่าของไทยคำว่าไวรัสอาจเรียกว่า วิสา อันเป็นการทับศัพท์ในยุคแรกจากภาษาสันสกฤตที่แปลว่า พิษ เช่นเดียวกัน ปัจจุบันคำว่า ไวรัส หมายถึงจุลินทรีย์ที่สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ (infectious agents) ทั้งในมนุษย์, สัตว์, พืช และ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่เป็นสิ่งมีชีวิตมีเซลล์ (cellular life) ทำให้เกิดโรคที่ส่งผลกระทบกว้างขวาง จึงมีความสำคัญที่จะต้องศึกษาทั้งในทางการแพทย์และทางเศรษฐกิจ ไวรัสเป็นปรสิตอยู่ในร่างของสิ่งมีชีวิตอื่น (obligate intracellular parasite) ไม่สามารถเติบโตหรือแพร่พันธุ์นอกเซลล์อื่นได้ ไวรัสอาจถือได้ว่าเป็นจุลินทรีย์ที่มีลักษณะของการเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงประการเดียวคือสามารถแพร่พันธุ์ หรือการถ่ายทอดสารพันธุกรรมของตนเองจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง อย่างไรก็ตามไวรัสไม่ใช่จุลินทรีย์ที่มีขนาดเล็กที่สุด ยังมีจุลินทรีย์ที่มีขนาดเล็กกว่าไวรัสคือ ไวรอยด์ (viroid) และ พริออน (prion) ไวรัสชนิดแรกที่ค้นพบคือไวรัสใบยาสูบด่าง(TMV หรือ Tobacco Mosaic Virus) ซึ่งค้นพบโดยมาร์ตินัส ไบเยอรินิค ใน ค.ศ. 1899 [1] ในปัจจุบันมีไวรัสกว่า 5,000 ชนิดที่ได้รับการบันทึกไว้ [2] วิชาที่ศึกษาไวรัสเรียกว่าวิทยาไวรัส (virology) อันเป็นสาขาหนึ่งของจุลชีววิทยา (microbiology)
ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA
ตอบ 1
เพราะ เซลล์พืช
เซลล์ (cell) เป็นหน่วยโครงสร้างพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิตซึ่งสามารถแสดงออกถึงการมีชีวิตได้ ประกอบด้วยโพรโทพลาซึมที่มีเยื่อหรือผนังหุ้มไว้ พืชชั้นสูงจะประกอบด้วยเซลล์ที่มีรูปร่าง ขนาด ลักษณะแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช และความซับซ้อนของโครงสร้างภายในพืช ตลอดทั้งผันแปรตามหน้าที่การทำงานของเซลล์นั้น ๆ โดยมีโครงสร้างหลักประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
1. ผนังเซลล์ (cell wall) และเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane)
2. โพรโทพลาสซึม(protoplasm)ประกอบด้วย ไซโทรพลาสซึม (cytoplasm) คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) นิวเคลียส (nucleus)
ผนังเซลล์ (cell wall) เป็นโครงสร้างที่ห่อหุ้มอยู่ด้านนอกสุดของเซลล์โดยล้อมรอบเยื่อหุ้มเซลล์ ผนังเซลล์มักจะแข็งแรงและค่อนข้างจะคงรูป ทำหน้าที่ค้ำจุนให้ความแข็งแรงปกป้องส่วนต่าง ๆ ภายในเซลล์ ทำให้เซลล์คงรูปร่างอยู่ได้ เปรียบเสมือนเป็นโครงร่าง (skeleton) ของพืช ผนังเซลล์ประกอบด้วยสารพวกเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส เพคทิน สารประกอบพวกไขมัน และสารอื่น ๆ ทำให้ผนังเซลล์สามารถยืดหยุ่นได้และแข็งแรง
เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) เป็นเยื่อบาง ๆ ห่อหุ้มไซโทรพลาสซึมไว้ประกอบด้วย โปรตีนและลิปิด มีคุณสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่านทำหน้าที่ควบคุมการผ่านเข้าออกของสารระหว่างภายนอกเซลล์และภายในไซโทรพลาสซึมโพรโทพลาสซึม (protoplasm) เป็นส่วนที่ถูกล้อมรอบด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิด เช่น โปรตีน ลิปิด กรดนิวคลีอิก และน้ำ รวมกันอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม จึงแสดงคุณสมบัติความมีชีวิตขึ้นมาได้ แต่ละหน่วยย่อยของโพรโทพลาซึมจะแสดงหน้าที่บทบาทเฉพาะอย่าง และจะผันแปรได้ตามสภาพของเซลล์ตลอดทั้งสภาพแวดล้อม โพรโทพลาซึมประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ ไซโทพลาซึม นิวเคลียสและในเซลล์พืชจะมีคลอโรพลาสต์อยู่ด้วย
1. ไซโทพลาซึม(cytoplasm) เป็นส่วนของโพรโทพลาซึมที่อยู่รอบนอกนิวเคลียสล้อมรอบ ด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วย ออร์แกเนลล์ (organells) และไซโทพลาซึมพื้นฐาน (ground cytoplasm) ซึ่งเป็นสารกึ่งเหลว ยืดหยุ่นได้ โปร่งแสง ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหล่อเลี้ยงออร์แกเนลล์ ต่าง ๆ และนอกกจากนี้ยังมีผลิตผลที่ได้จากกระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์ซึ่งถือว่าเป็นส่วนไม่มีชีวิตของเซลล์รวมอยู่ด้วย อาจเรียกส่วนนี้ว่า สารเออร์แกสติก หรืออินคลูชัน
2. คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) มีเฉพาะในเซลล์ที่มีสีเขียวของพืชและเซลล์ของโปรตีส์บางชนิด คลอโรพลาสต์ประกอบด้วยเยื่อหุ้ม 2 ชั้น ชั้นนอกมีหน้าที่ควบคุมโมเลกุลต่าง ๆ ที่ผ่านเข้าและออกจากคลอโรพลาสต์ ชั้นในมีลักษณะยื่นเข้าไปภายใน และติดต่อกันเป็นชั้นอย่างมีระเบียบ จะมีโมเลกุลของคลอโรฟิลล์และเอนไซม์ ซึ่งใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง
3. นิวเคลียส (nucleus) เป็นออร์แกเนลล์ที่สำคัญในพืช มีรูปทรงกลมหรือรูปไข่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-25 ไมครอน ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ภายในเซลล์ ได้แก่ การแบ่งเซลล์ การสังเคราะห์โปรตีน และกรดนิวคลีอิก การสังเคราะห์เอนไซม์ต่าง ๆ ควบคุมกิจกรรมทางชีวเคมีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ ตลอดทั้งควบคุมการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมของเซลล์
ที่มา : http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=161664456b97d14a
ตอบ 1
เพราะ
4.3 การรักษาดุลยภาพของเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ควบคุมการลำเลียงสารเข้าและออก เพื่อรักษาดุลยภาพของเซลล์อย่างไร
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เซลล์จะดำรงชีวิตอยู่ได้จะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบและออร์แกเนลล์ต่างๆ ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน นอกจากนี้แล้วเซลล์จะดำรงชีวิตอยู่ได้ยังขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมของเซลล์ที่เหมาะสมอีกด้วย สภาวะแวดล้อมของเซลล์ เช่น อุณหภูมิ น้ำ สารอาหาร แก๊ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ ฯลฯ เพราะถ้าสภาวะแวดล้อมภายนอกเปลี่ยนแปลงจะมีผลกระทบต่อเมแทบอลิซึมของเซลล์ สภาวะแวดล้อมภายนอกเซลล์และสภาวะแวดล้อมภายในเซลล์แบ่งแยกจากกันโดยเยื่อหุ้มเซลล์ ตลอดเวลาที่เซลล์ยังมีชีวิตอยู่จะมีการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ตลอเวลา แต่เนื่องจากเยื่อหุ้มเซลล์มีสมบัติในการเลือกที่จะให้สารบางชนิดเคลื่อนที่ผ่านได้แตกต้างกัน สมบัติดังกล่าวทำให้เยื่อหุ้มเซลล์มีบทบาทสำคัญในการควบคุมองค์ประกอบทางเคมี หรือสภาวะแวดล้อมภายในเซลล์
สิ่งที่น่าสงสัยคือเยื่อหุ้มเซลล์ควบคุมการลำเลียงเข้าและออกของสารเพื่อรักษาดุลยภาพในเซลล์ได้อย่างไร
นักชีววิทยาได้ศึกษาการลำเลียงสารเข้าสู่เซลล์ พบว่ามี 2 ด้วยกันคือ การลำเลียงผ่านเยื่อหุ้มเซลล์และการลำเลียงไม่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์
4.3.1 การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์
การลำเลียงแบบไม่ใช้พลังงาน
การแพร่เป็นการเคลื่อนที่ของอนุภาคของสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารสูงไปสูงบริเวณที่ความเข้มข้นต่ำ สารที่มีขนาดเล็กและละลายในไขมันได้ดี และไม่มีขั้วจะเข้าสู่เซลล์ โดยกระบวนการแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ดี และมีอัตราการแพร่ผ่านเยื้หุ้มเซลล์ได้สูง เช่น การแพร่ของออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน เป็นต้น
ที่มา : http://km.vcharkarn.com/biology/mo4/27-2010-06-07-09-59-05
ตอบ 3
เพราะ กระเพาะอาหาร มีลักษณะเป็นถุง รูปร่างคล้ายตัวเจ ปกติกระเพาะอาหารที่ไม่มีอาหารจะมีขนาดประมาณ 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร และสามารถขยายตัวเมื่อมีอาหารได้อีก 10 - 40 เท่าอาหารผ่านไปตามหลอดอาหาร แล้วผ่านไปตามทางเดินอาหารโดยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร การหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อ หลอดอาหารจะคืนสู่สภาพปกติเมื่อก้อนอาหารผ่านพ้นไปแล้วการหดตัวและคลายตัว เรียกว่าเพอริสตัลซิล (peristalsis)ผนังกระเพาะ มีกล้ามเนื้อแข็งแรงมากและยืดหยุ่นขยายขนาดจุ ได้ถึงประมาณ1000 - 1200 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีกล้ามเนื้อหูรูด (sphincter muscle) อยู่สองแห่งคือ กล้ามเนื้อหูรูดส่วนติดต่อกับหลอดอาหารกับกล้ามเนื้อ หูรูดส่วนติดกับลำไส้เล็ก ขณะเคี้ยวอาหารจะมีการกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่นน้ำย่อยบ้างเล็กน้อยเมื่ออาหารเคลื่อนลงสู่กระเพาะอาหารจะมีการกระตุ้น ให้เซลล์ในกระเพาะหลั่งน้ำย่อยเพิ่มมากขึ้น น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ประกอบด้วย เพปซิน (pepsin) เรนนิน (rennin) และ ไลเพส (lipase)นอกจากนี้ยังมีกรดไฮโดรคลอริก และน้ำเมือก อีกด้วย สำหรับ เพปซินและเรนนินจะอยู่ในรูปเพปซิโนเจน (pepsinogen)และโพรเรนนิน (prorennin) ซึ่งไม่พร้อมที่จะทำงาน แต่ยังมี กรดไฮโดรคลอริกจึงเปลี่ยนสภาพเป็นเป็น เพปซินและเรนนินและพร้อมทีจะทำงานได้ อาหารจะคลุกเคล้าอยู่ในกระเพาะด้วยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ ที่แข็งแรงของกระเพาะโดยน้ำย่อยเพปซินโปรตีนที่ถูกเพปซินย่อยส่วนใหญ่ จึงเป็นพอลิเพปไทด์ที่สั้นลง ไลเพส ทำหน้าที่ ย่อยไขมัน กระเพาะอาหารมีลิเพส ในปริมาณน้อยมาก และไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากกระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรด ไขมันจะผ่านกระเพาะอาหารออกไปโดยไม่ถูกย่อย น้ำเมือกที่ขับออกมาจากกระเพาะเคลือบผนังชั้นในของกระเพาะ กระเพาะก็ถูกทำลายได้แต่จะมีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนได้ทันที เซลล์ถูกทำลายมากกว่าปกติ การหลั่งเพปซินและกรดไฮรโดรคลอริก แต่ไม่มีอาหารอยู่ใน กระเพาะจะทำให้ถูกทำลายจนเป็นแผลในกระเพาะได้ การมีกรด ในกระเพาะอาหารมากเกินปรกติมีสาเหตุ เช่น การรับประทาน อาหารไม่ตรงเวลา รับประทานอาหารเผ็ดจัด การกินยาแก้ปวดท้องเมื่อท้องว่าง การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน นอกจากนี้สุขภาพจิตก็มีความสำคัญมาก เช่น การมีอารมณ์เครียด วิตกกังวล ขาดการพักผ่อน ก็เป็นปัจจัยทำให้มีการหลั่งกรดออก มาในกระเพาะอาหารมาก อาหารอยู่ในกระเพาะอาหารนาน 30 นาที - 3 ชั่วโมง ซึ่งขึ้งอยู่กับชนิดของอาหารนั้น กระเพาะอาหารสามารถดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ดี พบว่า 30 - 40% ของแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป จะถูกดูดซึมที่กระเพาะอาหาร อาหารโปรตีนบางชนิดที่ย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย ย่อยยากกว่าเนื้อปลา อาหารโปรตีนบางชนิดเพื่อให้ย่อยง่าย อาจใช้การหมักหรือใส่สารบางอย่างลง เช่น ผงเนื้อนุ่ม เพื่อช่วยในการย่อยก่อนที่จะมาประกอบอาหารรับประทาน สารที่ทำให้เนื้อนุ่มอาจได้มาจากเอนไซม์ที่ได้จากพืช เช่น ยางมะละกอหรือสับประรด เป็นต้น ในยางมะละกอมีเอนไซม์ซื่อปาเปน (papain) สามารถย่อยโปรตีนได้ ในพืชมีเอนไซม์ย่อยอาหารเช่นกัน เช่น ในเมล็ดที่กำลัง งอกมี เอนไซม์อะไมเลส ทำหน้าที่ ย่อยอาหารที่สะสมอยู่ในเมล็ด เพื่อนำไปใช้ในการเจริญของต้นอ่อนภายในกระเพาะอาหารจะมีเอนไซม์ ชื่อว่า “เพปซิน” ที่ช่วยย่อยโปรตีน ซึ่งเอนไซม์นี้จะทำงานได้ดีในสภาวะที่เป็นกรด กรดที่กระเพาะอาหารสร้างคือ กรดไฮโดรคลอริก (กรดเกลือ) อาหารจะสามารถอยู่ในกระเพาะอาหารได้ประมาณ 3 – 4 ช.ม. แล้วจะถูกส่งต่อไปยังลำไส้เล็ก
ที่มา : http://www4.msu.ac.th/satit/studentProj/2550/102/g15/page8.html
ตอบ 1
เพราะ
โปรตีน (อังกฤษ: protein) เป็นสารอินทรีย์ซึ่งพบได้ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีโครงสร้างซับซ้อนและมีมวลโมเลกุลมาก โปรตีนมีหน่วยย่อยคือ กรดอะมิโน เรียงต่อกันด้วยพันธะเปปไทด์ โปรตีนมีหน้าที่สำคัญต่อโครงสร้างและกิจกรรมภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมทั้งไวรัสด้วย โปรตีนในอาหารนั้นเป็นแหล่งของกรดอะมิโน ให้แก่สิ่งมีชีวิตแต่ไม่สามารถสังเคราะห์กรดอะมิโนเหล่านั้นได้เอง
โปรตีนเป็นหนึ่งในมหโมเลกุล (macromolecules) เช่นเดียวกันกับโพลีแซคาไรด์ (คาร์โบไฮเดรต) และกรดนิวคลีอิก (สารพันธุกรรม) ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต โปรตีนถูกค้นพบครั้งแรกโดย Jöns Jacob Berzelius ในปี พ.ศ. 2381 (ค.ศ. 1838)
หน้าที่
- โปรตีนหลายชนิดทำหน้าที่เป็นเอนไซม์หรือหน่วยย่อยของเอนไซม์
- โปรตีนทำหน้าที่ทางด้านโครงสร้าง เช่น ระบบเส้นใยของเซลล์ (cytoskeleton) ผม เส้นไหม
- โปรตีนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว เช่น แอกติน ไมโอซิน
- เป็นภูมิคุ้มกันคอยปกป้องร่างกายจากสิ่งแวดล้อม เช่น แอนติบอดี
- ขนส่งสารภายในระบบร่างกาย เช่น ฮีโมโกลบิน
- เป็นแหล่งสำรองพลังงานยามขาดแคลน เช่นโปรตีนในเมล็ดข้าวและน้ำนม
- โปรตีนที่เป็นฮอร์โมน
- โปรตีนให้ความหวานในพืช
- โปรตีนป้องกันการแข็งตัวของเลือดในปลาที่อยู่ในแถบขั้วโลก
- โปรตีนช่วยสร้างเซลล์เนื้อเยื่อใหม่
[แก้] โครงสร้างของโปรตีน
ลำดับของกรดอะมิโนจะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างและการทำงานของโปรตีนนั้นๆ โดยทั่วไป โปรตีนมีโครงสร้างสามมิติสี่ระดับด้วยกันคือ- โครงสร้างปฐมภูมิ เป็นโครงสร้างที่แสดงพันธะระหว่างกรดอะมิโนแต่ละตัว
- โครงสร้างทุติยภูมิ เป็นโครงสร้างที่แสดงการจัดตัวของกรดอะมิโนที่อยู่ใกล้กัน โปรตีนทุกชนิดจะมีโครงสร้างระดับนี้ โดยทั่วไปมีสองแบบคือ แบบ อัลฟาเฮลิก สายเปบไทด์ขดเป็นเกลียว กับแบบเบตา สายเปบไทด์อยู่ในรูปซิกแซก
- โครงสร้างตติยภูมิ แสดงการจัดตัวของกรดอะมิโนตลอดทั้งสาย พบในโปรตีนที่เป็นก้อน การจับตัวเป็นกลุ่มก้อนของสายโพลีเปบไทด์นั้นขึ้นกับลำดับกรดอะมิโนและสารอื่นๆที่เข้ามาจับ
- โครงสร้างจตุยภูมิ แสดงการจับตัวระหว่างสายโพลีเปบไทด์ พบในโปรตีนที่ประกอบด้วยหน่วยย่อย (subunit) โดยแต่ละหน่วยย่อยคือสายโพลีเปบไทด์หนึ่งเส้น การจัดตัวขึ้นกับลำดับกรดอะมิโนและสารอื่นๆที่เข้ามาจับเช่นเดียวกัน
ตอบ 4
เพราะ
ผิวหนัง คือ สิ่งภายนอกที่ปกคลุมคอยป้องกันร่างกายของสัตว์จากเชื้อโรค ผิวหนังมีหลายชนิดในสัตว์ที่แตกต่างกันไป สัตว์หลายชนิดมีขนปกคลุมที่ผิวหนัง เช่น สุนัข หมี กระรอก หนู เป็นต้น นกมีขนนกปกคลุมที่ผิวหนังเพื่อทำหน้าที่ในการบิน ส่วนปลาและสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู เป็นต้น มีเกล็ดปกคลุมผิวหนัง
ผิวหนังของมนุษย์โดยปกติแล้วจะมีขนเส้นเล็กมากปกคลุมอยู่ ซึ่งจะมองเห็นได้ยาก แต่บางคนมีขนดกหนา ทำให้สังเกตเห็นเส้นขนได้ง่ายขึ้น ผิวหนังของมนุษย์จะมีขนปกคลุมอยู่มากบริเวณที่เป็นข้อพับ เช่น ใต้วงแขน และอวัยวะเพศ และมีขนที่ขึ้นยาวและสังเกตเห็นได้ง่าย ได้แก่เส้นผมบนศีรษะ หนวดและเคราของผู้ชาย
ผิวหนังของสัตว์บางชนิดสามารถทำเป็นหนังที่ใช้ในอุตสาหกรรม โดยมักจะนำไปผลิต รองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า ลูกฟุตบอล เป็นต้น
ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87
ตอบ 3
เพราะ
แวคิวโอล (vacuole)
คือ ถุงบรรจุสาร เป็นออร์แกเนลล์ที่มีลักษณะเป็นถุง มีเมมเบรนที่เรียกว่า โทโนพลาสต์
(tonoplast) ห่อหุ้ม ภายในมีสารต่าง ๆ บรรรจุอยู่ โดยทั่วไปจะพบในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ชั้นต่ำ
ในสัตว์ชั้นสูงไม่ค่อยพบ แวคิวโอลแแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
คอนแทร็กไทล์แวคิวโอล(contractile vacuole)
ทำหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำ พบในเซลล์ อะมีบา พารามีเซียม
ที่มา : http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/science04/45/2/cell/content/vacuole.html
ตัวอย่าง เช่น
จากแผนภาพ จะสังเกตเห็นว่า การกินต่อกันเป็นทอด ๆ ในห่วงโซ่อาหารนี้ เริ่มต้นที่ ต้นข้าว ตามด้วยตั๊กแตนมากินใบของต้นข้าว กบมากินตั๊กแตน และ เหยี่ยวมากินกบ











1. ทำครบตามที่กำหนด ข้อละ 2 คะแนน ถ้ามีแต่โจทย์ไม่วิเคราะห์ให้ข้อละ 1 คะแนน
ตอบลบ2. มีเฉลยให้ข้อละ 1 คะแนน
3. บอกที่มาของแหล่งข้อมูล ให้ 2 คะแนน( URL)
4. วิเคราะห์ข้อมูล สืบค้นได้ตรงประเด็นให้คะแนนตั้งแต่ 1 - 5 คะแนนตามความเหมาะสม
5. ลงคะแนนเต็ม 200 คะเเนน ได้เเนน 180 คะเเนน
หลักเกณฑ์การให้คะแนน ข้อละ 10 คะแนนแยกรายละเอียด ดังนี้
ตอบลบ1. ทำครบตามที่กำหนด ข้อละ 2 คะแนน ถ้ามีแต่โจทย์ไม่วิเคราะห์ให้ข้อละ 1 คะแนน
2. มีเฉลยให้ข้อละ 1 คะแนน
3. บอกที่มาของแหล่งข้อมูล ให้ 2 คะแนน( URL)
4. วิเคราะห์ข้อมูล สืบค้นได้ตรงประเด็นให้คะแนนตั้งแต่ 1 - 5 คะแนนตามความเหมาะสม
5. ลงคะแนนรวมที่ได้ลงในช่องแสดงความคิดเห็นใต้เพจกิจกรรมแต่ละสัปดาห์
คะแนนเต็ม 200 คะแนน
ให้คะแนนตัวเอง 199 คะแนน